เพิ่มเพื่อน
เมษายน 5, 2016 เกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์
เกษตรอินทรีย์

หลักพื้นฐานของการทำ  เกษตรอินทรีย์

1.  ห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี  ยาฆ่าหญ้า  ยาป้องกันกำจัดศัตรูพืช  และฮอร์โมน

2.  เน้นการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุเช่นปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยพืชสด  ตลอดจนการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อให้พืชแข็งแรงมีความต้านทานต่อโรคแมลง

3.  รักษาความสมดุลของธาตุอาหารภายในฟาร์ม  โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

4.  ป้องกันมิให้มีการปนเปื้อนของสารเคมีจากภายนอกฟาร์ม  ทั้งจากดิน  น้ำ  และอากาศ  โดยจัดสร้างแนวกันชน  ด้วยการขุดคู  หรือปลูกพืชยืนต้น  และพืชล้มลุก

5.  ใช้พันธุ์พืชหรือสัตว์ที่มีความต้านทาน  และมีหลากหลาย  ห้ามใช้พันธุ์พืชหรือสัตว์  ที่ได้จากการตัดต่อสารพันธุกรรม

6.  การกำจัดวัชพืชใช้เตรียมดินที่ดี  และแรงงานคนหรือเครื่องมือกลแทนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช

7.  การป้องกันกำจัดวัชพืชใช้สมุนไพรกำจัดศัตรูพืชแทนการใช้ยาเคมีกำจัดศัตรูพืช

8.  ใช้ฮอร์โมนที่ได้จากธรรมชาติ  เช่น  จากน้ำสกัดชีวภาพแทนการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์

9.  รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ  โดยการักษาไว้ซึ่งพันธุ์พืช  หรือสัตว์  สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดที่มีอยู่ในท้องถิ่น  ตลอดจนปลูกหรือเพาะเลี้ยงขึ้นมาใหม่

10.  การปฏิบัติหลักการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปให้ใช้วิธีธรรมชาติ  และประหยัดพลังงาน

11.  ให้ความเคารพสิทธิมนุษย์และสัตว์

12.  ต้องเก็บบันทึกข้อมูลไว้อย่างน้อย  3  ปี  เพื่อรอการตรวจสอบ

 

เกษตรอินทรีย์

 

แหล่งผลิตสินค้า  เกษตรอินทรีย์

สำหรับแหล่งผลิตสินค้าพืชอินทรีย์นั้น  ประกอบด้วยแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์  อยู่ที่จังหวัดพะเยา  เชียงราย  สุรินทร์  ยโสธร  อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ  ผักอินทรีย์อยู่ที่จังหวัดนครปฐม  ราชบุรี กาญจนบุรี  สระแก้ว  สุพรรณบุรี  เชียงใหม่  ลำพูน

เป็นเกษตรอินทรีย์  เป็นอย่างไร

การเกษตรปัจจุบันสามารถปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์  ได้โดยเริ่มต้นศึกษาความรู้จากมาตรฐาน

เกษตรอินทรีย์ที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการปฏิบัติ  โดยศึกษาความรู้จากธรรมชาติ  เมื่อเริ่มปฏิบัติตามนี้แล้วก็นับได้ว่าก้าวเข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น  เกษตรอินทรีย์

์ในระยะปรับเปลี่ยน  เมื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  ไม่นานก็จะเป็นเกษตรอินทรีย์ได้  ทั้งนี้  ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับประเภท  เกษตรอินทรีย์  ที่จะผลิต  ซึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้ว  ข้อสำคัญนั้น

อยู่ที่การทำความเข้าใจเกษตรอินทรีย์   ให้ท่องแท้  มีความตั้งใจจริง  มีความขยันหมั่นเพียรไม่ท้อถอยต่อปัญหา หรืออุปสรรคใด ๆ  มีความสุขในการปฏิบัติก็จะบรรลุวัตถุประสงค์  และประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้  เพราะเกษตรอินทรีย์  เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้จริง

เมื่อเป็น  เกษตรอินทรีย์แล้วสามารถขอเอกสารรับรองมาตรฐานจากภาครัฐ  หรือเอกชน  จึงจะนับว่าเป็นเกษตรอินทรีย์  ที่สมบูรณ์เป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน

นิยามของเกษตรอินทรีย์จะแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานรับร องมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของแต่ละประเทศ ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างจากผักไร้สารพิษ ผักปลอดภัยจากสารพิษ และผักอนามัยดังนี้

เกษตรอินทรีย์คือ  ระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมรักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายของทางชีวภาพโดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยา

ที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ

และหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่าง ๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรมที่อาจเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม

เน้นการใช้อินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และ ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงให้มีความอุดมสมบูรณ์  เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถ

ต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ด้วย ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคและไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอีกด้วย (กรมวิชาการเกษตร)

ผักไร้สารจากสารพิษ คือ ผักที่มีระบบการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นสารเคมีเพื่อป้องกันเพื่อปราบศัตรูพืชหรือปุ๋ยเคมีทุกชนิด แต่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมด และผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วต้องไม่มีสารพิษใดๆทั้งสิ้น

ผักปลอดภัยจากสารพิษ คือผักที่มีระบบการผลิตที่มีการใช้สารเคมีในการป้องกันและปราบศัตรูพืช รวมทั้งปุ๋ยเคมีเพื่อการเจริญเติบโตผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ยังมีสารพิษตกค้างไม่เกินปริมาณที่กำหนดไว้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข ฉบับที่163 พ.ศ. 2538

ผักอนามัย คือผักที่มีระบบการผลิตที่มีการใช้สารเคมีในการป้องกันและปราบศัตรูพืช รวมทั้งปุ๋ยเคมีเพื่อการเจริญเติบโตผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ยังมีสารตกค้างไม่เกินปริมาณที่กำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และมีความสะอาดผ่านกรรมวิธีการปฏิบัติก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการขนส่ง และการบรรจุหีบห่อ ได้คุณสมบัติมาตรฐาน

เกษตรอินทรีย์

ทำไมต้องเกษตรอินทรีย์

 

การใช้ทรัพยากรดินโดยไม่คำนึงถึงผลเสียของปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในแร่ธาตุ และกายภาพของดินทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ในดินนั้นสูญหายและไร้สมรรถภาพความไม่สมดุลนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง กระบวนการนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ผืนดินที่ถูกผลาญไปนั้นได้สูญเสียความสามารถในการดูดซับแร่ธาตุ ทำให้ผลิตผลมี แร่ธาตุ วิตามิน และพลังชิวิตต่ำ เป็นผลทำให้เกิดการขาดแคลนธาตุอาหารรองของพืช พืชจะอ่อนแอขาดภูมิต้านทานโรค และทำให้การคุกคามของแมลงเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ง่าย จึงจะนำไปสู่ใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดวัชพืช ข้อบกพร่องเช่นนี้ก่อให้เกิดวิกฤติในห่วงโซอาหารและระบบการเกษตรของเรา ซึงก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน

จากรายงานการสำรวจขององค์กรการอาหารและการเกษตรแห่งประชาชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2543 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่ทำการเกษตรอันดับที่ 48 ของโลก แต่ใช้ยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโลก ใช้ยาฆ่ายาเป็นอันดับ 4 ของโลก ใช้ฮอร์โมนเป็นอันดับ 4 ของโลก ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตร เป็นเงินสามหมื่นล้านบาทต่อปี เกษตรต้องมีปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ในการเพาะปลูก ทำให้เกิดการลงทุนสูงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาผลผลิตในรอบยี่สิบปีไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นมีผลให้เกษตรขาดทุน มีหนี้สิน การเกษตรอินทรีย์จะเป็นหนทางของการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้

เกษตรอินทรีย์

การเกษตรสมัยใหม่ก่อให้เกิดปัญหาทางการเกษตรมากดั้งนี้

1. ความอุดมสมบรูณ์ลดลง

2. ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีจึงจะได้รับผลผลิตเท่าเดิม

3. เกดปัญหาโรคและแมลงระบาดทำให้เกิดความยุ่งยากในการป้องกันและกำจัด

4. แม่น้ำและทะเลสาบปนเปื้อนด้วยสารเคมีและความเสื่อมโทรมของดิน

5. พบสารเคมีปนเปื้อนในผลผลิตเกินปริมาณที่กำหนด ทำให้เกดพิษภัยต่อผู้บริโภค

6. สภาพแวดล้อมถูกทำลายเสียหายจนยากที่จะเยียวยาให้กลับคืนมาดังเดิม

นอกจากนั้นการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมซึงเป็นการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากในพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดโรค

ระบาดได้ง่ายจึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากทำให้ตกค้างในเนื้อสัตว์และไข่ ส่งผลต่อผู้บริโภค โรควัวบ้าที่เกดขึ้นจึงเป็นเหมือนสัญญาณอันตรายที่บอกให้รู้ว่าการลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมไม่เพียงเป็นการทรมานสัตว์ แต่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของมนุษย์ด้วย

ขั้นตอน ซื้อออนไลน์สั่งซื้อเลย

เกษตรอินทรีย์

สำหรับท่านที่มีความสนใจ  ที่จะทำการเกษตร  เกษตรพอเพียง, เกษตรอินทรีย์, เกษตรผสมผสาน  แต่ไม่ค่อยมีเวลาหมัก  ปุ๋ยชีวภาพ ไว้ใช้เอง  เราคิดว่า  big วัคซีนพืช นี่ อาจเป็นคำตอบของท่าน  ทดลองสั่ง สินค้า  ทดลองสั่ง  ที่  ร้านค้า  ไม่พอใจยินดีคืนเงิน

ตัวอย่างการใช้วัคซีนพืชbig  กำจัด  เพลี้ย

 

เกษตรอินทรีย์

ถ้าฉีด  วัคซีนพืชออมสิน / วัคซีนพืชBIG ตามโปรแกรมไม่เกิน 1 เดือน ( ประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ) เพลี้ยแป้งจะอพยพหายไปเกือบหมด โดยที่ท่านก็ปลอดภัย ฉีดพ่นอย่างสบายอารมณ์ ไม่ต้องทนเหม็น ปวดแสบปวดร้อน คัน แถมยังเสี่ยงต่อโรคมะเร็งอีก วิธีการใช้ก็ให้ ผสม วัคซีนพืชออมสิน / วัคซีนพืชBIG 80 ซีซี. ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทั่ว ๆ ลงบริเวณยอดอ่อน บนใบ ใต้ใบ ดอกอ่อน ลำต้น กิ่ง บริเวณโคนต้นและรากให้ชุ่ม ๆ ทุก 5 วัน จนกว่าจะหาย นอกจากจะไล่เพลี้ยแป้งไปได้หมดแล้ว ต้นไม้ของท่านจะออกดอกเก่ง ใบมันเงา ไม้ผลก็ติดผลดก ผิวนวลสวยอีกด้วย แถมยังคุมเชื้อราต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย เห็นไหมครับวัคซีนพืชออมสิน / วัคซีนพืชBIG เกินคุ้มจริง ๆ สำหรับท่านที่มีพรรคพวกทำ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ลองแนะนำให้เอาท่อนพันธุ์แช่คู่มหัศจรรย์ก่อนปลูก แล้วฉีดพ่นต่อเนื่องดูซิครับ รับรองเพลี้ยแป้งไม่มีเหลืออย่างแน่นอน รีบไปหาซื้อ วัคซีนพืชออมสิน / วัคซีนพืชBIG ได้  ที่นี่  ครับ

 

 

ใส่ความเห็น


อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.