เพิ่มเพื่อน
กรกฎาคม 28, 2016 การปลูกมะเขือเทศ

การปลูกมะเขือเทศ ปลูกอย่างไรให้ได้ราคา…

การปลูกมะเขือเทศ  แบบปลอดสารจะได้ราคาดีกว่า…แน่นอน  มะเขือเทศจัดเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมรับประทานมากที่สุดในโลก  รองมาก็  คือ  กล้วย  ส่วนอันดับที่  3  ก็คือแอ็ปเปิ้ลและส้มซึ่งครองตำแหน่งนี้ร่วมกัน แต่บางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่ามะเขือเทศเป็น

มะเขือเทศจัดเป็นพืชตระกูล  พริก มะเขือ  ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ พืชหนึ่ง มีผู้นิยมบริโภคกันแพร่หลายทั้งในรูป มะเขือเทศ ผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ เป็นต้น

มะเขือเทศ
มะเขือเทศ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า  มะเขือเทศ  มีแหล่งกำเนิดอยู่บริเวณอเมริกาใต้ ส่วนจะเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อไหร่นั้นไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัด ในปัจจุบันมะเขือเทศ มีมากกว่า 1,000 ชนิด มีตั้งแต่ผลขนาดใหญ่จนถึงผลเล็กจิ๋ว ส่วนสีก็ตั้งแต่สีส้มไปจนถึงสีแดงเข้มจัด

การปลูกมะเขือเทศ   ส่วนใหญ่จะได้รับการปรับปรุงพันธุ์  ในประเทศอบอุ่น เพราะฉะนั้นเมื่อนำพันธุ์มะเขือเทศ เข้ามาปลูกในบ้านเรา  การปลูกมะเขือเทศ  จึงปลูกได้ดี  ให้ผลผลิตสูงเฉพาะ  การปลูกมะเขือเทศ  ในฤดูหนาว ส่วนฤดูหนาวและฤดูฝน มะเขือเทศจะไม่ค่อยเจริญเติบโต ให้ผลผลิตต่ำ และมักมีโรคและแมลงรบกวนมาก

สภาพที่เหมาะสม กับ การปลูกมะเขือเทศ

การปลูกมะเขือเทศ  ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือดินร่วน ที่มีอินทรีย์วัตถุสูงและระบายน้ำได้ดี มี pH ประมาณ 6 – 6.8 มีความชื้นในดินพอเหมาะ น้ำไม่ขังแฉะ และต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง  18 – 24 °C  ซึ่งตรงกับฤดูหนาว ในประเทศไทย

ชนิดและพันธุ์มะเขือเทศ

 

การปลูกมะเขือเทศ
การปลูกมะเขือเทศ

มะเขือเทศที่ นิยม ปลูกในบ้านเราจำแนกตามการใช้ประโยชน์ได้  2  ลักษณะคือ

 

1.พวกที่ใช้รับประทานสด มะเขือเทศชนิดนี้มีทั้งแบบผลเล็กและผลโต  แบบผลเล็กนิยมที่มีสีชมพูมากกว่าสีแดง  แบบผลโตมักมีผลทรงกลมคล้ายแอปเปิ้ล  ผลสีเขียว  มีไหล่เขียว  เมื่อสุกจะสีแดงจัด  เนื้อหนาแข็ง  เปลือกไม่เหนียว  มีจำนวนช่องในผลมากและไม่กลวง พันธุ์ที่ใช้รับประทานสดมีหลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น พันธุ์สีดา, ฟลอราเดล, มาสเตอร์เบอร์ 3,วอลเตอร์,มาโกลบ,คาลิปโซ,สีดาห้างฉัตร,สีดามก, แอล 22,วีเอฟ-134-1-2 ฯลฯ

-พันธุ์สีดา พันธุ์นี้มีอายุเก็บเกี่ยว  74  วัน ลักษณะผลกลมและรูปพลัม ผลมีสีแดงส้ม ทรงต้นค่อนข้างสูง แตกกิ่งก้านมาก ผลดก

-พันธุ์สีดา มก. (Porter KU.) อายุเก็บเกี่ยว 74 วัน พันธุ์นี้มีลักษณะ ผลเล็ก รูปพลัม ผิวของผลแข็งเนื้อมาก สีผลออกชมพู ทรงต้นค่อนข้างสูง กิ่งก้านใหญ่ และใยมาก มีการเจริญเติบโตค่อนข้างดีในสภาพภูมิอากาศและดินต่าง ๆ ทนทานต่ออุณหภูมิสูง และต้านทานโรคทางใบได้ดี แต่ไม่ต้านทานโรคใบเหี่ยวเฉา

-พันธุ์สีดาห้างฉัตร พันธุ์นี้มีอายุเก็บเกี่ยว 75 วัน ลักษณะผลเป็นรูปไข่ ผลอ่อนมีสีขาว และจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูจนถึงสีแดงเมื่อแก่จัด มีการเจริญเติบโต และแตกกิ่งแขนงเป็นทรงพุ่มใหญ่

-พันธุ์เอสวีอาร์ดีซี – 4  ( SVRDC-4 ) พันธุ์นี้มีอายุเก็บเกี่ยว  76  วัน  ลักษณะผลเล็กนิ่มเป็นรูปพลัม  ผิวเปลือกบาง  ติดผลดก  ให้ผลผลิตสูง  ทรงต้นเป็นพุ่มกว้าง  มีกิ่งก้านแข็งแรง เหมาะที่จะปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อมและเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างทนร้อนทนฝน ต้านทานโรคโคนเน่าและโรคเหี่ยวเฉาได้ดี

-พันธุ์เเอล 22 (L 22) อายุเก็บเกี่ยว 74 วัน ลักษณะผลเป็นรูปพลัม ผิวเปลือกบาง แตกง่าย ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกสีแดงปนส้ม ผลดก ทรงต้นเป็นพุ่ม มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอดี ต้านทานโรคเหี่ยวเฉา โรคเน่า และโรคทางใบได้ดี ปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อม ให้ผลผลิตสูง และค่อนข้างทนร้อนกว่าพันธุ์อื่น ๆ

2.พวกที่ส่งโรงงาน  มะเขือเทศชนิดนี้จะมีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันคือ เป็นพันธุ์ที่สุกพร้อมกันเป็นส่วนใหญ่ ขั้วผลสุกมีสีแดงจัดตลอดผล ไส้กลางผลสั้นเล็ก และไม่แข็ง ผลควรจะแน่น แข็ง เปลือกหนาและเหนียว เพื่อจะได้ขนส่งได้ในระยะทางไกล ๆ และเก็บไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสีย มีหลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น พันธุ์วีเอฟ 134-1 -2, โรมาวีเอฟ, ซานมาซาโน, มข.0-2,ซานมาซาโนคาล เจ,คิงคอง

-พันธุ์ มข. 0 – 2 อายุเก็บเกี่ยว  76  วัน  ลักษณะผลรูปกลมสาลี่  ผิวแข็ง  สีแดง  เนื้อมากและแน่นติดผลดก ทรงต้นเป็นพุ่มกว้าง มีการเจริญเติบโตดี มีกิ่งก้านใบ มากและแข็งแรง ค่อนข้างต้านทานโรคเหี่ยวเฉาได้ดี

-พันธุ์คิงคอง (King Kong) อายุเก็บเกี่ยว 77 วัน พันธุ์นี้มีผลโต ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมยาว สีแดง ผิวของผลแข็ง ติดผลค่อนข้างดก ทรงต้นเป็นพุ่ม มีใบมาก ไม่ต้านทานโรคเหี่ยวเฉาและไม่ต้านทางโรคใบหด

-พันธุ์ซานมาซาโน X คาลเจ (Zanmazano X Cal-J) พันธุ์นี้มีอายุเก็บเกี่ยว 77 วัน ลักษณะผลค่อนข้างใหญ่รูปสี่เหลี่ยม ผิวเปลือกแข็งเนื้อมาก ผลสีแดงเข้ม ทรงต้นเป็นพุ่ม ปลูกได้ดีเกือบทุกสภาพแวดล้อม ค่อนข้างต้านทานโรคทางใบได้ดี แต่ไม่ต้านทานโรคเหี่ยวเฉา พันธุ์นี้นิยมทั้งบริโภคสดและส่งโรงงาน

 

 มะเขือเทศ
มะเขือเทศ
มะเขือเทศ
มะเขือเทศ

การปลูกมะเขือเทศ  เตรียมดิน 

ในการปลูกมะเขือเทศนั้นการเตรียมดินต้องพิถีพิถันมาก  ดินควรต้องระบายน้ำได้ดี  และกำจัดวัชพืชให้หมด  เพราะมะเขือเทศต้องการดินที่มีการระบายน้ำ  และถ่ายเทอากาศได้ดี  ส่วนวัชพืชนั้นนอกจากจะแย่งน้ำ  อาหารและแสงแดดแล้ว  ยังเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วย

การเพาะกล้ามะเขือเทศ

การเพาะกล้ามะเขือเทศ  สามารถเพาะได้ทั้งใน กระบะ และ แปลงเพาะ ในกะบะเพาะนิยมใช้ในกรณีที่ต้องการต้นกล้าจำนวนน้อย วิธีนี้จะเพาะเมล็ดได้ผลมากเพราะสามารถอบฆ่าเชื้อในดินก่อนทำการเพาะได้ โดยใช้สารเคมีจำพวกเมธีลโบรไมด์คลอโรฟิคริน หรีอ เบอร์คิวริ คลอไรด์ อัตราส่วน  1  ส่วน  ต่อน้ำ  2,000  ส่วน  รดไปบนดินที่จะเพาะแล้วทิ้งไว้สัก  2  สัปดาห์ก็ทำการเพาะได้

กระบะที่ใช้เพาะเมล็ดควรมีความลึกประมาณ  10  เซนติเมตร มีรูสำหรับระบายน้ำ นำดินที่ร่อนแล้ว  3  ส่วน  ปุ๋ยคอก  1  ส่วน ทรายหรือแกลบ  1  ส่วน  คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วปรับผิวหน้าดินให้เรียบ ใช้ไม้ทาบดินให้เป็นร่องเล็ก ๆ ห่างกันประมาณร่องละ  5 – 7  เซนติเมตร  แล้วโรยเมล็ดลงในร่อง  กลบด้วยแกลบหรือทรายบาง ๆ  แล้วรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อเมล็ดเริ่มงอกใช้ยากันรา  เช่น แคปแทนหรือแมนเซทดี  อัตรา  4  ช้อนแกงต่อน้ำ  1  ปีบ  รดให้ครั้งหนึ่ง  เมื่อกล้าอายุได้  15  วัน  หรือมีใบจริง  2  ใบ  ก็ย้ายลงใส่ถุงพลาสติก ขนาด  4 × 6  นิ้ว  ที่บรรจุดินผสม  เมื่อกล้าอายุประมาณ  30  วัน  ก็ย้ายลงแปลงปลูกโดยกรีดถุงยางให้ขาดเพื่อไม่ให้รากกระทบกระเทือน

สำหรับการเพาะในแปลงเพาะกล้า  ควรขุดไถดินให้ลึก  15 – 20  เซนติเมตร แล้วตากดินไว้ 5 – 7  วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน หรือจะใช้สารเคมีก็ได้ ( ถ้าใช้สารเคมี ต้องทิ้งไว้นาน 2 สัปดาห์ ) หลังจากนั้นก็นำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วให้มากประมาณ 5 – 7  กก./ ตารางเมตร  แล้วพรวนย่อยชั้นหน้าดินให้ละเอียด  โรยเมล็ดเป็นแถวลงในแปลงเพาะให้ห่างกันแถวละ  10  เซนติเมตร ลึกลงไปในดิน  1.2  เซนติเมตร  โรยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก  หรือดินผสมกลบทับบาง ๆ แล้วใช้ฟางหรือหญ้าที่แห้งที่สะอาด คลุมทับเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน  เมื่อกล้าอายุ  15  วัน  ให้ถอนแยกต้นกล้าให้มี ระยะห่างกันต้นละ  8  เซนติเมตร  กล้าอายุประมาณ  30  วัน  จะโตพอที่จะย้ายไปปลูกในแปลงได้ แต่ก่อนย้าย 2-3 วัน อาจใช้โปแตสเซียมคลอไรด์ (KCL) อัตรา 1 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปีบ รดเพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรง

การย้ายกล้าควรกระทำในช่วงบ่ายหรือเย็น อากาศไม่ร้อนมากนัก ก่อนย้ายกล้า  1 – 2  ชั่วโมง  ควรรดน้ำแปลงกล้าให้ชุ่มและพยายามให้ดินติดรากต้นกล้ามากที่สุด

การปลูกมะเขือเทศ

การปลูกมะเขือเทศ
การปลูกมะเขือเทศ

 

ในแปลง การปลูกมะเขือเทศ ควรขุดไถดินให้ลึก  25 – 30  เขินติเมตร ตากดินไว้  5 – 7  วัน  แล้วใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วประมาณ  4 – 5  ตัน / ไร่  คลุกเคล้าลงไปในดิน  เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และปรับปรุงสภาพทางกายภาพของดินแล้วพรวนย่อยบนผิวหน้าดินให้มีขนาดเล็กลง ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับปรุงดินด้วย

ระยะปลูกที่เหมาะสมของมะเขือเทศประเภทที่ปลูกโดยไม่ใช้ค้างใช้ระยะห่างระหว่างต้นและระยะห่างระหว่างแถวประมาณ  50 × 70  เซนติเมตร  ส่วนประเภทที่ปลูกโดยใช้ค้างใช้ระยะประมาณ 30 – 40 × 70  เซนติเมตร มะเขือเทศนี้นิยมปลูกทั้งแบบแถบเดี่ยวและแถวคู่

แบบแถวเดี่ยวเหมาะสำหรับปลูกแบบไม่ใช้ค้าง ปลูกแบบในไร่ หรือนาข้าว หลังเก็บเกี่ยว

แบบแถวคู่ เหมาะกับการปลูกแบบใช้ค้าง โดยยกแปลงกว้างขนาด 1 เมตร เมื่อเตรียมกล้าและหลุมปลูกเสร็จแล้วก็ย้ายกล้าลงหลุมปลูกรดน้ำทันที และจะช่วยพรางให้ต้นกล้าด้วยใบตอง ทางมะพร้าว หรือกรวยกระดาษ ในช่วง 2-3 วัน แรก เพื่อช่วยให้ต้นกล้าตั้งตัวได้ดีขึ้น

การปลูกมะเขือเทศ
การปลูกมะเขือเทศ

การปลูกมะเขือเทศ การให้ปุ๋ย

 

ก่อน  การปลูกมะเขือเทศ  ควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัดตรา 20 กรัม/หลุม ส่วนหลังจากนั้นก็ต้องให้ปุ๋ยเสริมตามสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น ถ้าเป็นดินเหนียว ควรให้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น ปุ๋ย 12-25-12 หรือ 15-30-15 ถ้า เป็นดินร่วนควรให้ปุ๋ยที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น 10-20-15 ส่วนดินทรายควรให้ ปุ๋ยสูตร 15-20-20, 13-13-21 หรือ 12-12-17 แต่ถ้าเป็นมะเขือเทศนอกฤดู ควรให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง

ปุ๋ยที่จะให้แก่ต้นมะเขือเทศควรให้ประมาณ 50 – 100 กก./ไร่ โดยดูจากความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการแบ่งใส่ 3 ครั้ง ครั้งแรกนอกจากปุ๋ยรองก้นหลุม จะใส่หลังจากย้ายปลูก 7 วัน ครั้งที่สองหลังจากย้ายปลูก 22 วัน และครั้งสุดท้าย ใส่เมื่อย้ายปลูก 40 วัน

การปลูกมะเขือเทศ  การให้น้ำ 

มะเขือเทศต้องการน้ำสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงผลเริ่มแก่คือ เริ่มเปลี่ยนสี หลังจากนั้นแล้วควรลดการให้น้ำลง มิฉะนั้นจะทำให้ผลแตกได้ โดยทั่วไปนิยมให้น้ำปล่อยตามร่อง การให้น้ำมากเกินไปจะทำให้ดินชื้นและเกิดโรคง่าย

การปลูกมะเขือเทศ  การพรวนดิน

เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วควรพรวนดินกลบโคนต้นเพื่อเป็นการเปิดร่อง ระหว่างแถวทำให้ให้น้ำได้สะดวกและช่วยกำจัดวัชพืชไปด้วย หลังจากพรวนดินครั้งแรกไปแล้ว 1 เดือน ก็ทำการพรวนดินกลบโคนต้นอีกครั้งหนึ่ง

การปักค้าง

เมื่อปลูกมะเขือเทศพันธุ์ขึ้นค้างซึ่งเป็นพันธุ์รับประทานสด ควรทำค้างให้เมื่อต้นเริ่มเลื้อย หรืออายุได้  8 – 10  วันหลังย้ายปลูกมะเขือเทศ โดยปักค้างไม้ไผ่รอบปากหลุม เอนปลายเข้าหากันแล้วผูกเป็นกระโจมวางไว้พาดประมาณ 2-3 ช่วง หรืออาจจะปักไม้ค้างไว้ที่หัวแถวกับท้ายแถวแล้วใช้ลวดขึงระหว่างหัวท้าย ใช้เชือกผูกต้นมะเขือเทศ ไว้ที่ราวลวดอีกทีหนึ่งก็ได้ การทำค้างก็เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลรักษา ฉีดยาป้องกัน แมลงได้ทั่วถึง และผลไม่เปรอะเปื้อนพื้นดิน สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยว มะเขือเทศ

อายุการเก็บเกี่ยวของมะเขือเทศขึ้นอยู่กับพันธุ์โดยทั่วไปจะเก็บผลได้ เมื่อมะเขือเทศมีอายุประมาณ 70 – 90 วัน อายุนับจากเริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยวหมด ประมาณ 4 – 5 เดือน

การเก็บผลมะเขือเทศประเภทรับประทานสดเพื่อส่งตลาดต้องเก็บในขณะที่ผลยังไม่แก่จัด ผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ เมื่อมะเขือเทศถึงตลาดก็จะเริ่มสุกพอดี ส่วนการเก็บผลเพื่อส่งโรงงานต้องเก็บในขณะที่ผลสุกเป็นสีแดงหรือสีส้มแล้วแต่พันธุ์

และเก็บไม่ให้มีขั้วผลติดมาด้วย

การตัดแต่งกิ่ง มะเขือเทศ

พันธุ์ที่ปลูกแบบขึ้นค้างส่วนมากเป็นพันธุ์ที่รับประทานผลสด ควรตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียง 1-2 กิ่งต่อต้น เพื่อให้ผลมีขนาดใหญ่

การเก็บเมล็ดพันธุ์ มะเขือเทศ

การปลูกมะเขือเทศ  ที่ไม่ใช่พันธุ์ลูกผสม ผู้ปลูก สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้ โดยคัดเลือกจากต้นที่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลงรบกวน มีผลดกและได้คุณภาพดี ตรงตามพันธุ์ เมื่อเลือกต้นมะเขือเทศ  ที่ต้องการได้แล้วควรทำเครื่องหมายไว้เพื่อให้สังเกตได้ง่าย แล้วปล่อยให้ผลสุกคาต้น เมื่อเก็บผลมาแล้วก็ทำการแยกเมล็ดมะเขือเทศ  ออกจากผลโดยอาจจะใช้มีดผ่าแคะเอาเมล็ดมะเขือเทศ  ออกมาในกรณีที่มีจำนวนน้อย แต่ถ้าต้องการเก็บเมล็ดพันธุ์ ไว้มาก ๆ ก็นำผลใส่กระสอบปุ๋ยแล้วเหยียบผลในกระสอบให้แตก หลังจากนั้นก็หมักเมล็ดไว้ 1 คืน โดยห้ามถูกน้ำเด็ดขาดมิฉะนั้นเมล็ดจะงอก รุ่งเช้าก็นำเมล็ดที่หมักไว้ไปล้างน้ำจนสะอาดแล้วนำมาผึ่งบนเสื่อหรือกระด้ง อย่าตากเมล็ดบนภาชนะโลหะหรือพื้นปูน เมล็ดอาจตายได้เพราะร้อนเกินไป เมื่อเมล็ดแห้งดีแล้วก็ขจัดสิ่งเจือปน และเศษฝุ่นผงออกให้หมด เก็บเมล็ดใส่กระป๋องหรือถุงพลาสติก แล้วนำไปเก็บไว้ในที่ ๆ มีอุณหภูมิและความชื้นต่ำ หรือเก็บไว้ในตู้เย็น

**เทคนิค การใช้ วัคซีนพืช big  สม่ำเสมอจะช่วยลด โรคและแมลงศัตรู ได้ ที่สำคัญ ยังสามารถ ลด – เลิกการใช้  ปุ๋ยเคมีได้เลย 

วัคซีนพืชbig
วัคซีนพืชbig ( 1000 cc.) ขนาดใหญ่ ราคา 1890 บาท

 

ผสม วัคซีนพืช big 40 cc./ น้ำ  20  ลิตร / 1 ไร่ ฉีดพ่น ทุก 15  วัน

1. โรคใบแห้ง (Late blight) มะเขือเทศจะมีอาการได้ทุกส่วนของลำต้น เช่น ใบฉ่ำน้ำ เนื้อเยื่อรอบ ๆ แผลมีสีเหลือง แผลมักเกิดขึ้นที่จุดหนึ่งบนขอบใบก่อนแล้วขยายกว้างขึ้นจนเกือบหมดใบแผลจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ตามก้านใบ ลำต้น ก็มีแผลเช่นเดียวกัน ทำให้ส่วนที่เป็นนั้นเหี่ยวแห้งตายไป ส่วนผลที่เป็นโรคจะมีแผลสีน้ำตาลเช่นกัน และทำให้ผลสุก ผิวแตก มีเชื้อราเกิดขึ้นตรงรอยแยก โรคนี้เกิดจากเชื้อราไฟทอปโธรา อินเฟสตันส์ ป้องกันกำจัดได้โดยใช้ยาไดโฟลาแทน 80 % ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน และควรฉีดพ่นกันไว้ก่อนเพราะเมื่อโรคระบาดแล้วจะเสียหายรุนแรงมาก อีกวิธีหนึ่งคือ ใช้พันธุ์ที่มีความต้านทานโรคนี้ปลูก

2.โรคใบจุดต่าง ๆ โรคนี้เกิดจากเชื้อราหลายชนิด ใบที่เป็นโรคนี้จะเกิดจุดได้หลายแบบ เช่น จุดดวงกลมสีน้ำตาล และจุดเหลี่ยม ซึ่งทำให้ใบเหลือง และแห้ง มีราขึ้นเป็นผงสีดำบนจุดด้วย การป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นยาป้องกันและกำจัดเชื้อราเสมอ ๆ

3.โรคเหี่ยวเหลืองตาย โรคนี้เกิดจากเชื้อราฟูซาเรียมอ็อกซี่สปอรัม จะเริ่มเกิดกับใบล่าง ๆ ก่อนใบล่างจะเหลืองแล้วลุกลามขึ้นมาบนต้น เวลากลางวัน อากาศร้อนจัดต้นจะเหี่ยว พอกลางคืนก็กลับเป็นปกติ อาการเหี่ยวจะค่อย ๆ มากขึ้น จนถึงยอดเหี่ยวตาย เมื่อถอนต้นขึ้นมาดูจะเห็นโคนต้นและรากผุเปื่อย และมีราอยู่ด้วย

การป้องกันกำจัด ควรใส่อินทรีย์วัตถุให้เพียงพอ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยลง ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับปรุงดิน และปลูกพืชหมุนเวียนอย่างอื่นสลับ

4.โรคยอดหงิก เกิดจากเชื้อไวรัส อาการที่เป็นคือลำต้นจะแคระแกรน ใบยอดต่าง ๆ และหงิกไม่ออกดอกผล ป้องกันกำจัดโดยถอนต้นที่เป็นโรคนำไปเผาทิ้ง ถ้าสงสัยว่าจะมีวัชพืชอาศัยให้ทำลายให้หมดและก่อนปลูก ควรดูแลบริเวณเพาะกล้าให้สะอาด ปราศจากวัชพืชและฉีดยากำจัดแมลงปากดูด เช่น แมลงหวี่ขาว โดยใช้ยาประเภทดูดซึม

สำหรับแมลงไม่ค่อยเป็นปัญหามากนัก แต่แมลงปากดูดเป็นตัวนำเชื้อโรคไวรัสมาสู่มะเขือเทศทำให้ใบหงิก ยอดหด ปลายยอดแหลมเรียวเล็ก สีใบซีดด่าง เมื่อเกิดอาการขึ้นแล้วจะไม่มีทางแก้ จึงควรป้องกันไว้ก่อน โดยการกำจัดแมลงเหล่านี้ ด้วยยาประเภทดูดซึม เช่น ฟูราดาน รองก้นหลุมก่อนปลูก อัตรา 1 กรัมต่อหลุม แต่ถ้าต้นมะเขือเทศโตแล้วยังมีแมลงรบกวนก็ควรใช้ยาประเภทมาลาไธออน แลนเนท โตกุไธออน หรือซูมิโซดริน

 

อ้างอิง http://www.thaikasetsart.com

 

ใส่ความเห็น


อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.